+

MOHHOM: ต่อยอด thesis จนกลายเป็น eco แบรนด์

01 April 2017 | tcdc | KNOW WHO

ผลงาน thesis ของนิสิตนักศึกษาที่เรียนมาในสาขาออกแบบหรือศิลปะ ล้วนเป็นผลงานรวบยอดทางความคิดที่แต่ละคนประมวลออกมาจากการร่ำเรียนมาหลายปีในรั้วมหาวิทยาลัย ผ่านกระบวนการใช้ความคิดสร้างสรรค์นำความเป็นจริงในโลกทุนนิยมปัจจุบัน ตกผลึกออกมาเป็นผลงานที่ส่วนใหญ่แล้วจะสะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละคนออกมาได้ค่อนข้างชัดเจน โดยปราศจากกำแพงความเป็นไปได้ทางธุรกิจกั้น และมี thesis จำนวนไม่น้อยที่น่าจะไปได้สวย ถ้าได้ต่อยอดทำจริงในอนาคต

จากโปรเจ็คจบมาเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์

นับถึงตอนนี้ “แบรนด์ MOHHOM” ก็ย่างเข้าสู่ปีที่ 3 แล้วถ้านับจากจุดเริ่มต้นที่ทำงาน thesis เพื่อจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีทางสาขาออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ของคุณพลอยรุ้ง จารุรัชต์ หรือคุณเชอร์รี่ ด้วยไอเดียที่ว่า ไม่อยากทำโปรเจ็คจบ เพียงเพื่อเเค่ได้ใบปริญญา แล้วไม่สามารถนำมา ต่อยอดวิชาความรู้และประสบการณ์ที่ศึกษาหาข้อมูลการทำมาร่วมปี แบรนด์ MOHHOM จึงถือกำเนิดขึ้นมาจากผลงาน thesis ของตัวเอง ต่อยอดมาเป็นแบรนด์ที่ผลิตสินค้า จากผ้าทอย้อมคราม (indigo) บริสุทธฺิ์จากธรรมชาติ ผ่านความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่อยากส่งต่อ เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้ปรับเปลี่ยนมุมมองความคิดเดิมๆ ที่มีต่อผ้าทอย้อมคราม จากที่ดูโบราณมาเป็นงานออกแบบที่ร่วมสมัย


ปณิธานของแบรนด์

จากที่เล่ามาว่าแบรนด์ “MOHHOM" เกิดจากจุดเริ่มต้นที่ว่าอยากเห็นภูมิปัญญาดั้งเดิม ที่ถูกคิดค้นขึ้นอย่างชาญฉลาดของบรรพบุรุษให้ยังคงดำเนินต่อไป และไม่จางหายไปตามกาลเวลา หรือถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี และความสะดวกสบายบางอย่างที่มากจนเกินไป เพราะในปัจจุบัน 

การย้อมม่อฮ่อมหรือย้อมครามแบบธรรมชาติ 100% นั้นลดลงอย่างน่าใจหาย ผู้คนส่วนใหญ่หันมาพึ่งพาสารเคมีในการย้อม เน้นความเป็นระบบอุตสาหกรรม จนหลงลืมเสน่ห์ของงานหัตถศิลป์ และละทิ้งภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไป อีกทั้งเมื่อพูดถึงเสื้อม่อฮ่อม คนทั่วไปจะมองว่ามันเชย มันไม่เท่ จึงมีความคิดว่าอยากจะปัดฝุ่น และต่อยอดความคิดร่วมสมัย ให้กับภูมิปัญญาของม่อฮ่อม ผ่านการย้อมผ้าด้วยครามจากวิถีดั้งเดิมทางธรรมชาติแท้ๆ ของจังหวัดแพร่ ด้วยการหยิบยกเอาเรื่องราวเก่าๆ เหล่านั้น มาปรับเปลี่ยนวิธีการเล่าเรื่องใหม่ โดยใช้การออกแบบเป็นตัวเชื่อม จากม่อฮ่อมสู่แบรนด์ 


“MOHHOM” เราใส่ใจวิธีการทำทุกขั้นตอนอย่างพิถีพิถันด้วยมือและหัวใจ ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดสารพิษ เป็นมิตรกับคนและสิ่งแวดล้อม ทำให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่มากขึ้น และเป็นสินค้าที่ไม่ซ้ำใคร เพราะเราทำการย้อมตั้งแต่เส้นใยและนำมาทอด้วยมือ คัดเลือกวัตถุดิบจากธรรมชาติทั้งหมด ผลิตภัณฑ์ของเราผลิตจากวัสดุท้องถิ่นและยังส่งเสริมให้คนในพื่นที่ได้มีอาชีพ 

 หัวใจของการทำงาน

“ควรเข้าใจถึงที่มา ตั้งแต่จุดเริ่มต้น ใส่ใจ และตั้งใจที่จะเรียนรู้ในทุกขั้นตอนของงานที่ทำ เพื่อเก็บให้ได้ทุกรายละเอียดจากงานที่ทำนั้น”

คุณค่าในผลิตภัณฑ์

คุณค่าที่อยากส่งต่อคือ คุณค่าของเรื่องราวและที่มาของภูมิปัญญา ที่หาได้ยากมากในปัจจุบัน เพราะเป็นยุคสมัยที่ทุกคนเลือกเสพย์แต่ของที่ฉาบฉวย ไม่ได้ลงลึก และเข้าใจที่มาจริงๆ ของสิ่งต่างๆ คงเป็นเพราะปัจจุบันมีแต่สิ่งที่มาไว ไปไว เน้นความเป็นระบบอุตสาหกรรมมากจนเกินไป ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ทุกชิ้นที่ทำ ล้วนเกิดจากความใส่ใจ ตั้งแต่การเลือกเส้นด้าย การย้อมเฉดสี ให้ตรงตามแบบที่ต้องการ ไปจนถึงการตัดเย็บ และ packaging ที่แบรนด์ได้ออกแบบเองทั้งหมด เพราะคิดว่าผ้าผืนหนึ่งกว่าที่จะย้อมเสร็จ และผ่านการผลิตออกมาเป็นของชิ้นหนึ่งๆนั้น มันมีคุณค่ามากกว่าราคา และมีคุณค่าแฝงอยู่ในสิ่งของนั้นๆ ขณะที่ลูกค้าจะได้รับเมื่อซื้อไป

 ความพิเศษของแบรนด

ด้วยผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ล้วนทำมาจากกรรมวิธีทางธรรมชาติ จึงจัดว่าเป็นสินค้าประเภท ECO แบรนด์มีความต้องการที่จะขยายตลาดให้เป็นที่รู้จักทั้งในและนอกประเทศ โดยเน้นไปที่คุณค่าและที่มาของผลิตภัณฑ์มากกว่าที่จะเน้นไปทำรูปแบบเหมือนสินค้าอื่นๆ ในท้องตลาด 

โมเดลธุรกิจที่คิดจะทำ

แบรนด์ตั้งใจที่จะขายคุณค่าของที่มาผลิตภัณฑ์ให้เป็นเรื่องราวที่ต่างจากแบรนด์อื่นๆ และแบรนด์กำลังพยายามที่จะแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยเน้นสินค้าทำมือและสินค้าประเภท Lifestyle เป็นหลัก เป้าหมายของแบรนด์ในอนาคต แบรนด์ก็อยากไปถึงในระดับสากล เพราะผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยเลยที่ต้องการใช้สินค้าที่ต่างจากคนอื่น อยากเป็นเจ้าของสินค้าที่มีเรื่องราวเฉพาะตัว มากกว่าการเป็นแค่เจ้าของสินค้าที่ตามเทรนด์แฟชั่นทั่วๆไป



อุปสรรคที่ต้องเผชิญ

เนื่องด้วยภูมิปัญญาในการย้อมม่อฮ่อมแบบธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็นต์ มีน้อยลงทุกที คงเป็นเพราะคนส่วนใหญ่หันมาย้อมด้วยเคมีกันมากขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของแบรนด์ค่อนข้างสูง จากวิธีการย้อมแบบธรรมชาติ นอกจากนี้ แบรนด์ยังทำงานร่วมกับคนในชุมชน คนที่ย้อมและคนที่ทอผ้า ส่วนมากจะเป็นคุณป้าคุณยายที่มีอายุมากแล้ว จะไปเร่งงานก็ทำได้ยาก เนื่องจากทุกขั้นตอนจำเป็นต้องใช้เวลา ในท้ายที่สุดแล้ว แบรนด์ก็ยินดีที่จะยอมล่าช้า เพื่อให้ได้ชิ้นงานที่ดีที่สุด ก่อนส่งถึงมือลูกค้า นอกจากนี้ ยังมีอุปสรรคอีกข้อคือ คนทั่วไปไม่มีความรู้ว่าการย้อมแบบธรรมชาติมันต่างจากการย้อมแบบเคมี บางครั้งแบรนด์ก็ต้องพยายามที่จะอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจถึงความแตกต่างนี้เสมอ

 แผนการในอนาคต

เนื่องด้วยต้นทุนที่สูง ตอนนี้แบรนด์กำลังวางแผนผลิตสินค้าให้มีความหลากหลายมากขึ้น โดยมีทั้งสินค้าชิ้นเล็กๆ ในราคาที่จับต้องได้ง่าย ไปจนถึงสินค้าแบบ premium ที่มีราคาสูงขึ้นอีกหน่อย นอกเหนือจากเสื้อผ้าแล้ว แบรนด์ก็ยังมีกระเป๋า และสินค้าอื่นๆ อีก ถ้าเป็นไปได้ แบรนด์ก็อยากขยายช่องทางการขาย ไปวางขายในห้างสรรพสินค้าต่างๆ และ selected shop ต่างๆ รวมไปถึงไปเปิดตลาดที่ต่างประเทศด้วย

   

เครือข่ายธุรกิจ

การสร้างเครือข่ายทางธุรกิจน่าจะทำให้แบรนด์ไปได้ไกลมากขึ้น เพราะการสร้างเครือข่าย ทำให้แบรนด์กลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคนในวงการสินค้าทำมืออื่นๆ หรือคนในวงการเดียวกัน ต้องทำให้เครือข่ายเข้มแข็ง และช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้

ความช่วยเหลือจากภาครัฐ

อยากให้มีโครงการสำหรับ start up หน้าใหม่จริงๆ เพราะดูโครงการหลายโครงการแล้วที่ช่วยเหลือ start up แต่พออ่านรายละเอียดจริงๆ แล้ว ไม่ได้ช่วยเหลือหรือสนับสนุนผู้เริ่มต้นใหม่เท่าไหร่เลย บางทีเห็นมีงบสนับสนุนสำหรับ start up ที่ไม่รู้อะไรเลย พอได้งบประมาณไป เขาก็ไม่ได้นำมาต่อยอดกันจริงจัง เหมือนบางอย่างต้องเริ่มด้วยตัวเองเพราะอยากทำมันจริงๆ โดยไม่ได้มีทุนหรือคนช่วยเหลือที่เพียงพอ

 รู้จัก TCDCCONNECT 

รู้จักผ่านทางเว็บไซต์ของ TCDC 

 ฝากถึงคนรุ่นใหม่

อยากให้คนรุ่นใหม่เข้าใจทุกขั้นตอนของสิ่งที่กำลังจะทำอย่างแท้จริง ตั้งแต่ที่มาที่ไป อยากเรียนรู้อะไร ก็ควรศึกษาให้รู้ลึก รู้จริง ดีกว่าที่จะสนใจเพียงเพราะมันเป็นกระแส ซึ่งมันค่อนข้างจะเหนื่อยที่จะต้องวิ่งตาม แล้วก็อย่าหยุดที่จะแก้ปัญหา และอย่าลืมที่จะหาคำตอบกับสิ่งที่อยากรู้จริงๆ อยู่เสมอ


เครดิต
บทสัมภาษณ์คุณพลอยรุ้ง จารุรัชต์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ MOHHOM
https://www.facebook.com/MOHHOM-424842861044107/

 

 

 

By Thanotai Mongkolsin

Fashion

Share this Article !